โซล่าเซลล์บ้าน vs โซล่าเซลล์โรงงาน ต่างกันอย่างไร เจาะลึกความต่างที่คนอยากติดต้องรู้

โซล่าเซลล์โรงงาน

หลายคนอาจจะคิดว่าโซล่าเซลล์ก็คือแผงรับแสงอาทิตย์เหมือนกัน จะติดที่ไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้ว โซล่าเซลล์บ้าน กับ โซล่าเซลล์โรงงาน นั้นมีความแตกต่างกันในรายละเอียดแทบทุกจุด ตั้งแต่เรื่องของการออกแบบ อุปกรณ์ที่ใช้ ไปจนถึงความคุ้มค่าและการคืนทุน

วันนี้ Greenova Energy จะพามาจับคู่เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่าระบบไฟของที่อยู่อาศัยกับระบบไฟภาคอุตสาหกรรมนั้นคนละเรื่องเดียวกันอย่างไร เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่เหมาะกับความต้องการใช้งานจริงๆ

พฤติกรรมการใช้ไฟ คนละช่วงเวลา คนละเป้าหมาย

ความแตกต่างแรกที่ชัดเจนที่สุดและเป็นจุดตั้งต้นของการออกแบบระบบคือลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่ไม่เหมือนกันเลย ซึ่งส่งผลต่อการเลือกประเภทของระบบโดยตรง

  • สำหรับ โซล่าเซลล์บ้าน จะเน้นรองรับการอยู่อาศัยเป็นหลัก พฤติกรรมของบ้านส่วนใหญ่คือมีการใช้ไฟหนักๆ ในช่วงเช้าก่อนออกไปทำงานและช่วงเย็นหลังกลับถึงบ้าน ส่วนช่วงกลางวันถ้าไม่มีคนอยู่บ้าน หรือมีแค่ผู้สูงอายุ การใช้ไฟก็จะน้อยมากทำให้เกิดไฟเหลือทิ้ง ระบบของบ้านจึงมักเน้นการลดค่าไฟเฉพาะจุด หรือบางบ้านอาจต้องมองหาระบบ Hybrid ที่มีแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานจริง
  • ในทางกลับกัน โซล่าเซลล์โรงงาน ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ โรงงานส่วนใหญ่เดินเครื่องจักรหนักในช่วงกลางวัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองที่แดดแรงที่สุด ทำให้โรงงานสามารถดึงไฟจาก โซล่าเซลล์โรงงาน มาใช้ได้ทันทีเกือบ 100% โดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่ให้เปลืองงบ เป้าหมายหลักคือการตัดยอดค่าไฟช่วง Peak Load ที่มีการคิดค่าไฟแพงที่สุดออกไป ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้มหาศาล

ขนาดของระบบ จากหลักหน่วยสู่หลักร้อย

เมื่อโจทย์การใช้งานต่างกัน ขนาดของระบบที่ติดตั้งก็ต่างกันแบบคนละไซซ์ ซึ่งส่งผลต่อความซับซ้อนของงานวิศวกรรม

  • สเกลบ้านพักอาศัย ขนาดที่เราเห็นกันบ่อยๆ จะเริ่มต้นตั้งแต่ 3kW สำหรับบ้านหลังเล็ก ไปจนถึง 10kW สำหรับบ้านเดี่ยวทั่วไป หรืออย่างมากสำหรับคฤหาสน์หลังใหญ่ก็อาจจะแตะ 20kW ซึ่งใช้พื้นที่หลังคาไม่มากและใช้ไฟระบบ Single Phase หรือ 3 Phase แบบแรงดันต่ำที่เชื่อมต่อกับตู้ไฟในบ้านได้เลย
  • สเกลโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับโซล่าเซลล์ธุรกิจ นั้นเป็นหนังคนละม้วน เพราะจะเริ่มต้นกันที่หลัก 100kW ขึ้นไปจนถึงระดับเมกะวัตต์ หรือ MW ซึ่งต้องใช้พื้นที่หลังคาโรงงานขนาดใหญ่หลายไร่ในการวางแผง และระบบไฟฟ้าจะเป็นแบบ 3 Phase แรงดันสูงที่ซับซ้อนกว่ามาก ต้องมีการเชื่อมต่อกับตู้ MDB ขนาดใหญ่ มีหม้อแปลงไฟฟ้าเฉพาะ และต้องมีวิศวกรระดับสามัญหรือวุฒิวิศวกรควบคุมงานอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ราคาต่อวัตต์ ความได้เปรียบของสเกลใหญ่

เรื่องงบประมาณเป็นอีกจุดที่ทำให้ โซล่าเซลล์บ้าน และ โซล่าเซลล์ธุรกิจ มีโครงสร้างราคาที่ไม่เหมือนกัน หากมองที่ราคาเหมาจ่ายเป็นก้อน แน่นอนว่าการทำระบบโรงงานต้องจ่ายแพงกว่าหลักล้านบาท แต่ถ้าวัดกันที่ ราคาต่อวัตต์ แล้วโซล่าเซลล์ธุรกิจจะได้เปรียบกว่ามากตามหลัก Economy of Scale หรือการซื้อของทีละเยอะๆ

ยิ่งติดตั้งสเกลใหญ่ระดับโรงงาน ต้นทุนอุปกรณ์และค่าติดตั้งต่อหน่วยจะถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้ประกอบการได้ต้นทุนพลังงานที่ถูกกว่าภาคครัวเรือน ในขณะที่ โซล่าเซลล์บ้าน เป็นการติดตั้งสเกลเล็กที่มีต้นทุนแฝงเรื่องค่าดำเนินการและการเดินทางของช่างต่อหนึ่งไซต์งานที่สูงกว่าเมื่อเฉลี่ยออกมาเป็นราคาต่อวัตต์

การคืนทุน ใครไวกว่ากัน

มาถึงเรื่องสำคัญที่ทุกคนอยากรู้คือความคุ้มค่า ซึ่งทั้งสองระบบมีระยะเวลาคืนทุนที่น่าสนใจต่างกันไป

  • ฝั่งโรงงาน ตัว โซล่าเซลล์โรงงาน มักจะมีระยะเวลาคืนทุนที่สั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 5 ปี สาเหตุเพราะนอกจากราคาติดตั้งต่อวัตต์ที่ถูกกว่าแล้ว โรงงานยังสามารถนำเงินลงทุนไปขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ได้สูงสุดถึง 50% รวมถึงการลดค่าไฟในอัตรา TOU ช่วง On Peak ที่มีราคาสูง ทำให้ตัวเลขความประหยัดพุ่งสูงมาก
  • ฝั่งบ้านพักอาศัย ระยะคืนทุนของ โซล่าเซลล์บ้าน จะเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ถึง 6 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับการอยู่อาศัยระยะยาว ยิ่งถ้าบ้านไหนมีการปรับพฤติกรรมสมาชิกในครอบครัวให้หันมาใช้ไฟช่วงกลางวันเยอะๆ เช่น ซักผ้า หรือเปิดแอร์ตอนมีแดด ก็จะยิ่งทำให้ โซล่าเซลล์บ้าน คืนทุนไวขึ้นไปอีกและกลายเป็นกำไรในระยะยาว

สรุป

ไม่ว่าจะเป็น โซล่าเซลล์บ้าน หรือ โซล่าเซลล์ธุรกิจหัวใจสำคัญคือการออกแบบระบบให้แมตช์กับการใช้งานจริง เพื่อให้เงินทุกบาทที่ลงทุนไปสร้างผลตอบแทนกลับมาได้สูงสุด หากคุณกำลังมองหาทีมงานมืออาชีพที่เข้าใจความแตกต่างของทั้งสองระบบนี้ Greenova Energy พร้อมดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นจนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์